วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

swath python linux

from subprocess import *

inp = raw_input('Input>>')
p = Popen("echo %s | swath -b ' ' -u u,u" % inp, shell=True, stdout=PIPE)
p.wait()
word = unicode(p.communicate()[0],'utf-8')
word = word.split()
print  word

AIML (Artificial Intelligence Markup Language)

AIML (Artificial Intelligence Markup Language)
AIML เป็นภาษาปัญญาประดิษฐ์ ที่พัฒนาจาก XML (Extensive Markup Language) ใช้ในการพัฒนาแชทบอท มีลักษณะงานต่อการเรียนรู้ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  1. แท็กในภาษา AIML
  • แท็ก <aiml> เป็นแท็กที่ใช้เมื่อเริ่มต้น และสิ้นสุดเอกสาร aiml
  • แท็ก <category> เป็นแท็กที่เริ่มต้น และสิ้นสุดการเพิ่ม 1 ฐานความรู้ของแชทบอท
  • แท็ก <pattern> เป็นแท็กที่ใช้เปรียบเทียบประโยคที่ผู้ใช้พิมพ์สนทนากับแชทบอท
  • แท็ก <template> เป็นแท็กที่โต้ตอบผู้ใช้
  • แท็ก <random> เป็นแท็กที่ใช้ในการสุ่มประโยคเพื่อโต้ตอบผู้ใช้
  • แท็ก <li>เป็นแท็กที่ใช้เป็นประโยคตัวเลือกในการสุ่มประโยคเพื่อโต้ตอบผู้ใช้
  • แท็ก <that> เป็นแท็กที่อ้างถึงบทสนทนาที่ผ่านมา
  • แท็ก <think> เป็นแท็กที่ใช้กำหนดให้แชทบอทมีความนึกคิด ซึ่งจะไม่แสดงผลลัพธ์นั่นกลับไปยังผู้ใช้เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้บทสนทนามี ความกระชับมากยิ่งขึ้น
  • แท็ก <topic> เป็นแท็กที่เพิ่มประเด็น หรือหัวข้อในกับแชทบอท
  • แท็ก <srai> เป็นแท็กที่ใช้อ้างอิงถึง category อื่นๆ
ตัวอย่างเช่น
<aiml>
<category>
<pattern>คุณ คือ ใคร</pattern>
<template>
<think><set name=“topic”>me</set></think>
ดิฉันคือแชทบอท มีชื่อว่าศิรารณี
</template>
</category>
</aiml>
จะได้ผลลัพธ์ดังนี้

Client: คุณ คือ ใคร
Robot: ดิฉันคือแชทบอท มีชื่อว่าศิรารณี
เมื่อผู้ใช้พิมพ์ประโยค "คุณ คือ ใคร” ซึ่งตรง <pattern> ที่กำหนดไว้ แชทบอทจะตอบกลับมาตามที่กำหนดไว้ใน <template> ว่า "ดิฉันคือแชทบอท มีชื่อว่าศิรารณี”
การำหนดแท็ก <pattern> และ แท็ก <template> นั้นจะต้องกำหนดภายใต้ <category> </category> เท่านั้น และภายในแท็ก <category> จะมี <pattern> และ แท็ก <template> ได้เพียง 1 ชุดเท่านั้น
แท็ก <think> เป็นแท็กที่ใช้กำหนดให้แชทบอทมีความนึกคิด ซึ่งไม่แสดงผลลัพธ์นั้นกลับไปยังผู้ใช้ ในที่นี้ แชทบอทจะไปกำหนด <topic> เป็น "Me” ซึ่งเป็นหัวข้อที่เกี่ยวกับตัวแชทบอทเอง และเก็บไว้ในหน่อยความจำ ทกให้ category อื่นๆ สามารถอ้างถึง topic นี้ได้
  1. หลักการทำงานของ AIML
การทำงานของ AIML นั้น จะใช้หลักการทำงานของ "znearest-neighbor classification” โดยจะรับประโยคเข้ามาเพื่อนไปเปรียบเทียบกับรูปแบบ <pattern> ที่ใกล้เคยงที่สุด แต่ละรูปแบบจะมีการโต้ตอบตาม <template> ที่ได้กำหนดไว้
รูปแบบ (model) การเรียนรู้แบบนี้เป็นรูปแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า "supervised training” ซึ่งจะต้องมีผู้กำหนดบทบาทในการตอบสนองต่างๆ ให้แชทบอท
การเปรียบเทียบรูปแบบที่ใกล้เคียงของ AIML จะเปรียบเทียบ โดยใช้คำ (word) ภายใต้ categories ในการเปรียบเทียบ ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 ชนิด ได้แก่
  1. Atomic categories
คือ categories ที่ประกอบด้วย <pattern> ทีไม่มีสัญลักษณ์ _ (under score) และ * (star)
ตัวอย่างเช่น
<aiml>
<category>
<pattern>คุณ อยู่ ที่ ไหน</pattern>
<template>ดิฉันอยู่มหาวิทยาลัยศิลปากร</template>
</category>
</aiml>
จากตัวอย่างนี้ ถ้าผู้ใช้งานแชทบอทพิมพ์ ประโยค "คุณ อยู่ ที่ ไหน" แล้วซึ่งตรงกับ <pattern> จากนั้นแชทบอทจะตอบกลับมา "ดิฉันอยู่มหาวิทยาลัยศิลปากร” ตามที่ <template> ได้กำหนดไว้มีสัญลักษณ์ _ (under score) และ * (star) จะทำให้การรับ input ประโยคหรือวลี สามารถทำได้ซับซ้อนขึ้น เพราะถ้าหากแชทบอทไม่สามารถจับคู่ <pattern> แบบ
  1. Default categories
คือ categories ที่ประกอบด้วย <pattern> ที่ Atomic categories ได้ แชทบอทจะพยายามจับคู่แบบ Default categories
สัญลักษณ์ _ (under score) จะทำให้การรับ input และ <pattern> สามารถทำได้ง่านขึ้นโดย input แต่ละครั้งที่รับเข้ามานั้น บางครั้งไม่ตรงกับ <pattern> ที่กำหนดไว้ทั้งหมด ทำให้ไม่สามาระจับคู่ได้ แต่ถ้ามีสัญลักษณ์ _ (under score) ใน <pattern> ถึงแม้ว่า input จะไม่ตรงกับ <pattern> ทั้งหมด ก็สามารถจับได้

ตัวอย่างที่ 1
<category>
<pattern>สวัสดี _</pattern>
<template>สวัสดีค่ะ</template>
</category>

จากตัวอย่างนี้ ถ้าผู้ใช้งานแชทบอทพิมพ์ ประโยคที่ขึ้นต้นด้วย สวัสดี และมีคำต่อท้ายอะไรก็ได้ เช่น สวัสดีจ้า แชทบอทจะจับคู่ ประโยคที่ตรงกับ <pattern> ที่กำหนดไว้คือ สวัสดีจ้า แต่เมื่อไม่พบ จะจับคู่กับ <pattern>สวัสดี _</pattern> แล้วตอบกลับมา "สวัสดีค่ะ" ตามที่ <template> ได้กำหนดไว้

สัญลักษณ์ * (star) จะสัญลักษณ์ที่มีหลักการทำงานคล้ายกับสัญลักษณ์ _ (under score) แต่ลำดับความการทำงานโปรแกรมจะประมวลผลสัญลักษณ์ _ (under score) ก่อนสัญลักษณ์ * (star) เสมอ และในหนึ่ง <pattern> จะมีสัญลักษณ์ _ (under score) และสัญลักษณ์ * (star) ได้อย่าละหนึ่งสัญลักษณ์เท่านั้น

ตัวอย่างที่ 2
<category>
<pattern>สวัสดี *</pattern>
<template>สวัสดีค่ะ</template>
</category>

จากตัวอย่างนี้ ถ้าผู้ใช้งานแชทบอทพิมพ์ ประโยคที่ขึ้นต้นด้วย สวัสดี และมีคำต่อท้ายอะไรก็ได้ เช่น สวัสดีศิราณี แชทบอทจะจับคู่ ประโยคที่ตรงกับ <pattern> ที่กำหนดไว้คือ สวัสดีศิราณี แต่เมื่อไม่พบ จะจับคู่กับ <pattern>สวัสดี *</pattern> แล้วตอบกลับมา "สวัสดีค่ะ" ตามที่ <template> ได้กำหนดไว้
ถ้าแต่ทั้งสอง <category> อยู่ในเอกสาร AIML เดียวกัน แชทบอทจะประมวลผล <category> ที่มีสัญลักษณ์ _ (under score) ก่อนสัญลักษณ์ * (star) ทำให้ <category> ที่มีสัญลักษณ์ * (star) ไม่ถูกใช้ในเอกสาร AIML

  1. Recursive categories
ตือ categories ที่ประกอบด้วยแท็ก <srai> Simply Recursive Artificial Intelligence และแท็ก <sr> Symbolic reduction ซึ่งทั้งสองแท็กนี้จะทำให้การกำหนดบทสนทนาสั้น และกระชับมากขึ้น โดยการลดทอนประโยคที่ป้อนเข้ามาให้อยุ่ในรูปเดี่ยวที่ง่ายขึ้น จากนั้นแบ่งประโยคออกเป็นประโยคย่อยๆ เป็น 2 ส่วน หรือมากกว่านั้น และทำการรวมส่วนที่เป็นคำตอบของแต่ละส่วมาเป็นโต้ตอบผู้ใช้ และเชื่อมส่วนที่คล้ายคลึงกันโดยการรวมคำพูดต่าง ๆ ซึ่งคล้ายกับการคิดนั้นเป้ฯคำตอบ
Symbolic reduction
จะเป็นการใช้แท็ก <srai> เพื่อลดทอนประโยคที่ป้อนเข้ามาให้อยู่ในรูปที่งายขึ้น
ตัวอย่าง
<category>
<pattern>คุณ รู้ ไหม ว่า * คือ อะไร</pattern>
<template><srai>อะไรคือ<star/></srai></template>
</category>

จากตัวอย่างนี้ ถ้าผู้ใช้งานแชทบอทพิมพ์ แระโยค "คุณ รู้ ไหม ว่า * คือ อะไร” เข้ามาแชทบอท จะตอบกลับไปโดย ลดทอนประโยค เป็น อะไรคือ * แล้วจับคู่กับ <pattern> ที่กำหนดไว้ซึ่ง * จะหมายถึง คำตอบอะไรก็ได้ถ้ามี <category> ที่กำหนด <pattern> อะไร คือ * </pattern> ไว้ แชทบอท จะจับคู่กับ <pattern> นั้น แล้วตอบกลับมาตามที่ <template> ได้กำหนดไว้

Divide and conquer
จะเป็นการแยกประโยคออกเป็นสองส่วน โดยใช้ <sr/> ซึ่งจะหมายถึง <srai><star></srai>

ตัวอย่าง
<category>
<pattern>ใช่ *</pattern>
<template><srai>ใช่</srai><sr/><template>
</category>

จากตัวอย่างนี้ ถ้าผู้ใช้งานแชทบอทพิมพ์ ประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "ใช่" ตามด้วยคำว่าอะไรก้ได้ เข้ามา แชทบอท จะ แยกประโยคออกเป็น "ใช่" และ * ซึ่ง * จะหมายถึง คำอะไรก็ได้ ถ้ามี <category> ที่กำหนด <pattern>ใช่</pattern> ไว้ แชทบอท จะจับคู่กับ <pattern> นั้น แล้วตอบกลับมาตามที่ <template> และถ้ามี <category> ที่กำหนด <pattern>*</pattern> ไว้แชทบอท จะจับคู่กับ <pattern> นั้น แล้ตอบกลับมาตามที่ <template> ได้กำหนดไว้

Synonyms
จะเป็นการตอบโต้สำหรับประโยคที่มีความหมายใกล้เคียงกัน
ตัวอย่าง
<category>
<pattern>หวาดดี</pattern>
<template><srai>สวัสดี</srai></template>
</category>

จากตัวอย่างนี้ ถ้าผู้ใช้งานแชทบอทพิมพ์ประโยค "หวาดดี” เข้ามา แชทบอท จะตอบกลับไปโดยใช้อ้างอิงกับ <category> ที่ประกอบด้วย <pattern>สวัสดี</pattern> แล้วตอบกลับมาตามที่ <template> ได้กำหนดไว้

Keywords
โดยปกติประโยคที่รับเข้ามาจะไม่ได้ตรงกับ <pattern> โดยตรงจึงต้องกำหนด <template> ให้สามารถหาคำตอบในประโยคนั้นได้

ตัวอย่าง
<category>
<pattern>พ่อ</pattern>
<template>เล่าเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวคุณให้เราฟังหน่อยสิ</template>
</category>

<category>
<pattern>_พ่อ</pattern>
<template><srai>พ่อ</srai></template>
</category>
<category>
<pattern>พ่อ_</pattern>
<template><srai>พ่อ</srai></template>
</category>

<category>
<pattern>_พ่อ *</pattern>
<template><srai>พ่อ</srai></template>
</category>

จากตัวอย่างนี้ ทั้งหมดจะถูกโต้ตอบด้วย <template>เล่าเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวคุณให้เราฟังหน่อยสิ</template> ซึ่งรายละเอียดแต่ละ <category> มีดังนี้
<category> ที่หนึ่งจะเป็น Atomic Category ซึ่งถ้าหากผู้ใช้งานแชทบอทพิมพ์คำว่า "พ่อ” เข้ามา แชทบอทจะตอบกลับไปว่า "เล่าเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวคุณให้เราฟังหน่อยสิ” ตามที่ <template> ได้กำหนดไว้

<category> ที่สอง ถ้าหากผู้ใช้งานแชทบอทพิมพ์ประโยคที่มี "พ่อ” เป็นคำสุดท้ายของประโยคเข้ามา แชทบอทจะอ้างอิงคำตอบของ <category> แม่ </category> ซึ่งมีคำตอบเป็น "เล่าเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวคุณให้เราฟังหน่อยสิ” ตามที่ <template> ของ <category> แม่ </category> ได้กำหนดไว้

<category> ที่สาม ถ้าหากผู้ใช้งานแชทบอทพิมพ์ประโยคที่มี "พ่อ” เป็นคำแรกของประโยคเข้ามา แชทบอทจะอ้างอิงคำตอบของ <category> แม่ </category> ซึ่งมีคำตอบเป็น "เล่าเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวคุณให้เราฟังหน่อยสิ” ตามที่ <template> ของ <category> แม่ </category> ได้กำหนดไว้

<category> ที่สี่ ถ้าหากผู้ใช้งานแชทบอทพิมพ์ประโยคที่มี "พ่อ” อยู่ในประโยคเข้ามา ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งในดของประโยคก็ตาม แชทบอทจะอ้างอิงคำตอบของ <category> แม่ </category> ซึ่งมีคำตอบเป็น "เล่าเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวคุณให้เราฟังหน่อยสิ” ตามที่ <template> ของ <category> แม่ </category> ได้กำหนดไว้

Context
คือการใช้แท็ก <that> ในการอ้างถึงคำพูดที่แชทบอท โต้ตอบกับผู้ใช้เมื่อครั้งที่ผ่านมา
ตัวอย่าง
<category>
<pattern>ชอบ</pattern>
<that>คุณชอบดูหนังไหมคะ</that>
<template>คุณชอบดูหนังประเภทไหนคะ</template>
</category>

การโต้ตอบของ <category> นี้ เป็นเงื่อนไขว่า ถ้าหากก่อนหน้านี้แชทบอทถามว่า "คุณชอบดูหนังไหมคะ” แล้วผู้ใช้ตอบว่า "ชอบ” <category> นี้ถูกประมวลผลแล้วแชทบอทจะโต้ตอบกลับไปว่า "คุณชอบดูหนังประเภทไหนคะ” ทำให้บทสนามีความต่อเนื่อง
ตัวอย่าง
<category>
<pattern>ก๊อก ก๊อก</pattern>
<template>ใครเหรอ</template>
</category>

<category>
<pattern>*</pattern>
<that>ใครเหรอ</that>
<template><person>คือใคร</template>
</category>

<category>
<pattern>*</pattern>
<that>* ใครเ</that>
<template>ฮา ๆ ตลกมากนะ</template>
</category>

ผลที่ได้คือ

Client: ก๊อก ก๊อก
Robot: ใครเหรอ
Client: กล้วยหอม
Robot: กล้วยหอม คือใคร
Client: ก๊อก ก๊อก
Robot: ใครเหรอ
Client: กล้วยหอม
Robot: กล้วยหอม คือใคร
Client: ก๊อก ก๊อก
Robot: ใครเหรอ
Client: ส้ม
Robot: ส้ม คือใคร
Client: ผมพูดว่าส้มไม่ใช่กล้วยหอม
Robot: ฮาๆ ตลกมากนะ

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าการใช้แท็ก <that> จะทำให้การสนทนาระหว่างแชทบอท และผู้ใช้นั้นกระชับ และได้ใจความ นอกจากนี้ หาก <category> ใดๆ มี <pattern> และ <that> ที่เหมือนกัน อาจจะกำหนดแท็ก <topic> เพื่อให้สามารถแยกเยอะเรื่องที่สนทนาได้
จากโครงสร้างที่ใช้ในการกำหนดการโต้ตอบชองแชทบอท จะไม่นิยมใช้ <that> จนกว่าจะกำหนด <category> ที่มี <pattern> เหมือนกัน และจะไม่ใช้ <topic> จนกว่าจะกำหนด <category> ที่มี <pattern> และ <that> ที่เหมือนกัน

ตัวอย่าง
<topic name=“CARS”>
<category>
<pattern>*</pattern>
<template>
<random>
<li>คุณชอบรถประเภทไหน</li>
<li>คุณขับรถประเภทไหน</li>
<li>คุณมีที่จอดรถหรือเปล่า</li>
<li>คุณล้างรถเองหรือเปล่า</li>
</ramdom>
</template>

จากตัวอย่างนี้ได้กำหนด <topic> เป็น CARS ซึ่งทำให้ขอบเขตการสนทนาครอบคลุมเรื่องรถเท่านั้นซึ่งคำตอบ <template> จึงกำหนดไว้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งแท็ก <random> จะทำให้แชทบอทสุ่มเลือกหนึ่งคำตอบในการโต้ตอบผู้ใช้ ทำให้หัวข้อสนทนามีหลากหลาย

  1. เครื่องมือที่ใช้ในการเขียน AIML
เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการเขียน AIML ได้แก่ Text Editor AIML Interpreter และบราวเซอร์
  1. Text Editor
Text Editor คือโปรแกรมที่ไว้ใช้สำหรับการเขียนโค้ดคำสั่งของภาษาต่างๆ ที่มีลักษณะเป็นไฟล์ตัวอักษร โปรแกรมที่ Text Editor นิยมใช้ เช่น Notepad Wordpad และ EditPlus เป็นต้น การเขียน AIML สามารถใช้ Text Editor โปรแกรมใดก็ได้

  1. AIML Interpreter
เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการประมวลภาษา AIML ซึ่งพัฒนามาจากภาษาต่างๆ เช่น LispJava PHP Ruby Perl Pascal Python .Net C++ และ SETLซึ่งมีความสามารถ และฟังก์ชั่นแตกต่างกันไป ตัวอย่าง AIML Interpreter เช่น Chatterbean libaiml RebeccaAIML J-Alice เป็นต้น
  1. บราวเซอร์ (Browser)
บราวเซอร์ใช้ในการทดสอบผลลัพธ์ของแชทบอทที่เขียนขึ้น โดยบราวเซอร์ที่นิยมใช้ได้แต่ Internet Explorer และ Firefox ซึ่งทั้งสองบราวเซอร์สามารถรับการทำงานของเชทบอทได้เป็นอย่างดี
 
Credit :เรื่อง The development of Thai Chat Bot and its application

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Basic Linux Command

แสดงรายการในแฟ้ม: - ls
โปรแกรม ls (LiSt) แสดงรายการของไฟล์เป็นสีๆที่เรียบเรียงสมบรูณแล้ว

สร้างแฟ้ม:- mkdir (ชื่อของแฟ้ม)
คำาสัง่ mkdir (MaKeDIRectory) จะสร้างแฟ้มใหม่ขึ้น

เปลี่ยนแฟ้ม: - cd (ตำาแหน่งของแฟ้มใหม่ ต.ย./directory/location)
คำาสัง่ cd (ChangeDirectory) จะเปลี่ยนแฟ้มปัจจุบันของท่านเป็นแฟ้มใหม่ที่ท่านสั่ง

ทำาสำาเนาใหม่ของไฟล์/แฟ้ม: - cp (ชื่อไฟล์ หรือ แฟ้ม) (ชื่อสำาเนาใหม่ของไฟล์หรือแฟ้ม)
โปรแกรม cp (CoPy) จะทำาสำาเนาไฟล์ที่ท่านต้องการ. คำาสัง่ cp -r จะทำาสำาเนาแฟ้มที่ท่านต้องการ

ลบ ไฟล์/แฟ้ม: - rm (ชื่อไฟล์หรือแฟ้ม)
คำาสัง่ rm (ReMove) จบลบไฟล์ที่ท่านสัง่ . คำาสัง่ rm -rf จะลบแฟ้มที่ท่านสัง่

เปลี่ยนชื่อหรือย้ายไฟล์/แฟ้ม: - mv (ชื่อไฟล์หรือแฟ้ม)
คำาสัง่ mv (MoVe) จะเปลี่ยนหรือย้ายไฟล์หรือแฟ้มตามที่ท่านสั่ง

ค้นหาไฟล์/แฟ้ม: - locate (ชื่อของไฟล์หรือแฟ้ม)
คำาสัง่ locate จะ ค้นเครื่องของคุณสำาหรับไฟล์ใดๆที่คุณเจาะจง มันจะใช้ดัชนีของไฟล์ในระบบของคุณเพื่อที่จะทำางาน

วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทฤษฎีลำดับขั้น ความต้องการ( Maslow’s Hierarchical Theory of Motivation )

ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ(Maslow’s Hierarchical Theory of Motivation) Maslow เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เป็นจำนวนมากสามารถอธิบายโดยใช้แนวโน้มของบุคคลใน การค้นหาเป้าหมายที่จะทำให้ชีวิตของเขาได้รับความต้องการ ความปรารถนา และได้รับสิ่งที่มีความหมายต่อตนเอง เป็นความจริงที่จะกล่าวว่ากระบวนการของแรงจูงใจเป็นหัวใจของทฤษฎีบุคลิกภาพ ของ Maslow โดยเขาเชื่อว่ามนุษย์เป็น “สัตว์ที่มีความต้องการ” (wanting animal) และเป็นการยากที่มนุษย์จะไปถึงขั้นของความพึงพอใจอย่างสมบูรณ์ ในทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของ Maslow เมื่อบุคคลปรารถนาที่จะได้รับความพึงพอใจและเมื่อบุคคลได้รับความพึงพอใจใน สิ่งหนึ่งแล้วก็จะยังคงเรียกร้องความพึงพอใจสิ่งอื่นๆ ต่อไป ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะของมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความต้องการจะได้รับสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ
ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ ( The Need –Hierarchy Conception of Human Motivation )
Maslow กล่าวว่าความปรารถนาของมนุษย์นั้นติดตัวมาแต่กำเนิดและความปรารถนาเหล่านี้ จะเรียงลำดับขั้นของความปรารถนา ตั้งแต่ขั้นแรกไปสู่ความปรารถนาขั้นสูงขึ้นไปเป็นลำดับ Maslow เรียงลำดับความต้องการของมนุษย์จากขั้นต้นไปสู่ความต้องการขั้นต่อไปไว้เป็น ลำดับดังนี้

ขั้นที่ 1 ความต้องการทางกาย (Physiological Needs)
คือความต้องการปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต

ขั้นที่ 2 ความต้องการความ มั่นคงปลอดภัย (Safety and Security Needs)
คือความต้องการที่จะมีชีวิตที่มั่นคง ปลอดภัย

ขั้นที่ 3 ความต้องการความรักและการเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม (Love and Belonging Needs)
มนุษย์เมื่อเข้าไปอยู่ในกลุ่มใดก็ต้องการให้ตนเป็นที่รักและยอมรับในกลุ่มที่ตนอยู่

ขั้นที่ 4 ความต้องการได้ รับการยกย่องจากผู้อื่น (Self -Esteem Needs)
เป็นความต้องการในลำดับต่อมา ซึ่งความต้องการในชั้นนี้
ถ้าได้รับจะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจใจตนเอง

ขึ้นที่ 5 ความต้องการในการเข้าใจและรู้จักตนเอง (Self-Actualization Needs)
เป็นความต้องการชั้นสูงของมนุษย์ ซึ่งน้อยคนที่จะประสบได้ถึงขั้นนี้

มาสโลว์ได้กล่าวเน้นว่า ความต้องการต่าง ๆ เหล่านี้ต้องเกิดเป็นลำดับขั้น
และจะไม่มีการข้ามขั้น ถ้าขั้นที่ 1 ไม่ได้รับการตอบสนอง ความต้องการในลำดับขั้นที่ 2-5 ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้
การ ตอบสนองที่ได้รับในแต่ละขั้นไม่จำเป็นต้องได้รับทั้ง 100% แต่ต้องได้รับบ้างเพื่อจะได้เป็นบันไดนำไปสู่การพัฒนาความต้องการในระดับที่ สูงขึ้นในลำดับขั้นต่อไป

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ :  http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=wbj&month=07-12-2007&group=29&gblog=3

คิดถึง...ศิราณี ผู้เป็นยิ่งกว่าที่ปรึกษาปัญหาหัวใจ....[คุณถนอม อัครเศรณี (ศิราณี)]


หนูรัก ก.มาก แต่ ก.กลับไปรัก ข.หนูจะทำอย่างไรดีให้ ก.กลับมารักหนูคะ"

หนูรัก น.มาก เอาใจเขาทุกอย่างเลย อยากถามพี่ศิราณีว่า น.รักหนูหรือเปล่า"


เมื่อ 20-30 ปีก่อน ไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จัก "ศิราณี" ผู้คลี่คลายปัญหารัก

ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และ นิตยสารหัวไทย "ขวัญเรือน" 

ช่วงนี้ดิฉันกำลังอ่านหนังสือ "The 40 Year Old Magazine" นิตยสารขวัญเรือน ซึ่งมีอายุครบ 40 ปีฉบับแรกแจกฟรีพร้อมหนังสือรายสัปดาห์ศรีสยามเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2511 ดิฉันเคยอ่านขวัญเรือนและชื่นชม เพราะเป็นหนังสือหัวไทยไม่กี่หัวที่เหลืออยู่ในเมืองไทย นิตยสารใหม่ๆ เป็นหัวฝรั่งกันไปเกือบหมดแล้ว

อ่านเรื่องเล่าของบรรณาธิการ คุณพนิดา ชอบวณิชชา เล่าถึงที่มา กว่าจะเป็นขวัญเรือน 

คุณพนิดา ได้กล่าวถึง คุณศิราณี ในหนังสือเล่มนี้ว่า........... 

"คุณ ศิราณี เป็นเจ้าของคอลัมน์ตอบจดหมายที่ดังระเบิดและได้รับความนิยมจากผู้อ่านมาก ทั่วประเทศ ใครมีปัญหาอะไรก็อยากเขียนถามศิราณี ให้ศิราณีช่วยตอบ โดยเฉพาะปัญหาหัวใจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรักสามเส้า รักเขาข้างเดียว เขารักเราหรือเปล่าฯลฯ ข้อความในจดหมายเช่น ...หนูรัก ก.แต่ ก.กลับไปรัก ข. หนูจะทำอย่างไรให้ ก.รักหนูคะ?....หนูรัก น.มาก หนูเอาใจเขาทุกอย่างเลย อยากถามพี่ศิราณีว่า น.รักหนูหรือเปล่า?....

ศิราณียุคนั้นโด่งดังเป็นพลุชินดที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ก็เป็นความโชคดีจุดหนึ่งของขวัญเรือนที่คุณศิราณี หรือชื่อจริงคือ คุณถนอม อัครเศรณี(ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ท่านยินดีเปิดคอลัมน์ตอบปัญหาในขวัญเรือน และตั้งชื่อคอลัมน์ว่า "ศิราณีคลี่คลายปัญหารัก"

คุณ ถนอมเป็นผู้ใหญ่ใจดี ใจเย็น สุภาพมาก พูดจานุ่มนวล มีความรอบรู้ถึงจิตใจผู้อื่น ท่านสามารถรับฟังปัญหาของคนมีทุกข์ได้ด้วยความเข้าใจ พร้อมวิเคราะห์ปัญหาละเอียดถูกต้องก่อนจึงตอบ...."
  

อ้าว...ศิราณี เป็นผู้ชายหรือนี่ ดิฉันเลยเกิดอยากรู้จักท่านมากขึ้น เคยอ่านท่านตอบปัญหาในขวัญเรือน (เออนะ...ทำไมเราอ่านปัญหารักของคนอื่นนิ )

ถามพี่กูเกิ้ลดู...หาไม่พบประวัติของท่าน
แต่ไปพบบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ คุณถนอม อัครเศรณี ในหลายเว็บไซต์
กรณีที่มีความสับสนว่า กลอนบทหนึ่ง ชื่อ "หัวใจเมือง" อันมีความว่า
"...เมืองใดไม่มีทหารหาญ เมืองนั้นไม่นานเป็นข้า
เมืองใดไร้จอมพารา เมืองนั้นไม่ช้าอับจน
เมืองใดไม่มีพณิชเลิศ เมืองนั้นย่อมเกิดขัดสน
เมืองใดไร้ศิลป์โสภณ เมืองนั้นไม่พ้นเสื่อมทราม
เมืองใดไม่มีกวีแก้ว เมืองนั้นไม่แคล้วคนหยาม
เมืองใดไร้นารีงาม เมืองนั้นสิ้นความภูมิใจ
เมืองใดไม่มีดนตรีเลิศ เมืองนั้นไม่เพริศพิสมัย
เมืองใดไร้ธรรมอำไพ เมืองนั้นบรรลัยแน่นอน..."
บทประพันธ์นี้ถูกนำไปเผยแพร่ และกล่าวว่าเป็นพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทร มหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อ เมื่อเกิดคำถามว่า บทประพันธ์นี้ปรากฎในพระราชนิพนธ์เรื่องใด กลับไม่มีใครทราบ มีผู้พยายามหาคำตอบ ศึกษาบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ไม่พบปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์เรื่องใด แต่ยังมีผู้เผยแพร่อยู่ต่อไปว่าเป็นบทพระราชนิพนธ์ ปรากฏตามสื่อและเว็บไซต์ต่างๆ ก็มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง
ศาสตราจารย์ มล.ปิ่น มาลากุล ได้เขียนลงใน"มานวสาร" ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 ม.ค.2528
บทความนั้นชื่อว่า " กังวลเรื่องเมืองกังวล "
"เมืองกังวล" คือชื่อเพลง ที่มีเนื้อร้องจากบทประพันธ์ "หัวใจเมือง"
กล่าวว่า...บทกลอนนี้ผู้แต่งคือ คุณถนอม อัครเศรณี
คุณถนอมประพันธ์กลอนบทนี้ให้โรงเรียนประจำอำเภอบ้านโป่ง (ราว พ.ศ. ๒๔๙๒) แรกนั้นตั้งชื่อว่า "หัวใจเมือง" ใช้นามปากกา "อัครรักษ์"
หลาย ปีต่อมา คุณสง่า อารัมภีร์ ประทับใจคำประพันธ์บทนี้เป็นพิเศษ จึงประพันธ์ทำนองเพลงเพื่อส่งเข้าประกวดในงานวชิราวุธานุสรณ์ โดยได้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่า“เมืองกังวล” แต่คุณสง่า ได้โทรศัพท์สอบถามคุณถนอมว่าเป็นพระราชนิพนธ์หรือไม่ คุณถนอมได้ตอบคุณสง่าว่า “เป็นบทกลอนของผมเอง” คุณสง่าจึงไม่ส่งเพลงนี้เข้าประกวดเนื่องจากผิดกติกา

ปัญหาสุดท้ายที่ ฯพณฯ ศาสตราจารย์ ม.ล. ปิ่น มาลากุล ยังติดใจสงสัยอยู่ก็คือใครหนอเป็นผู้นำเพลงที่ไม่ได้ส่งเข้าประกวดไปเผยแพร่
ประการ ต่อมา ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ เสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ แต่กลอนบทนี้ประพันธ์ขึ้นเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๙๒ หลังปีเสด็จสวรรคตถึง ๒๔ ปี แล้วจะเป็นงานพระราชนิพนธ์อย่างไรได้ ในเมื่อผู้ทรงนิพนธ์ได้เสด็จสวรรคตไปแล้ว
และท้ายบทความท่านยังกล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า
"ความ เข้าใจผิดนั้นเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนย่อมมีกันได้ หากประเด็นสำคัญอยู่ที่เมื่อเราทราบแล้วว่าเราเข้าใจผิด เราควรยินดีที่จะแก้ไขความเข้าใจผิดนั้นให้ถูกต้อง ผมเองไม่ได้เป็นผู้วิเศษมาจากไหน เพราะเข้าใจผิดมาก่อนเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเข้าใจผิดและทราบความจริงแล้ว ผมจะไม่ดันทุรังต่อไปเพียงเพื่อ " รักษาความเชื่อที่ฉันเคยเชื่อมา "
และมีจดหมายจากคุณถนอม อัครเศรณี ถึง " อิงอร " ด้วย(บางตอน)ว่า
"เพื่อนฝูง คิดดูเถิด บทกลอนของผมนั้นเปรียบได้เพียงเศษธุลี เป็นละอองธุลีพระบาทของบทพระราช นิพนธ์ในพระองค์ท่าน เมื่อมีเหตุการณ์ทำให้ประชาชนเกิดความสำคัญผิดพลาดเช่นนี้ ขืนเพิกเฉยต่อไปมิเท่ากับว่าผมปล่อยให้ราคีเกิดแปดเปื้อนแก่บทพระราชนิพนธ์ ในพระองค์ท่านด้วยความมิบังควรเช่นนั้นละหรือ? 


ช่วยชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจความเป็นจริงโดยถูกต้องด้วยเถิด-"อิงอร" เพื่อนรัก จะเป็นบุญคุณหาที่เปรียบมิได้

รักและสุจริตใจ

ถนอม อัครเศรณี

๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๗
............
ขอขอบคุณ คุณฌานิศ วงศ์สุวรรณ...ท่านสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
บทความของ มล.ปิ่น มาลากุล และจดหมายของคุณถนอม อัครเศรณี   ได้ที่
http://hello-siam.blogspot.com/2008/07/blog-post_30.html
จากการถามพี่กูเกิ้ล เพื่อนำทางไปหาประวัติของคุณถนอม อัครเศรณี (ศิราณี)
แต่โชคดีได้รับความรู้ใหม่ข้างต้น
และยังไปเจออีกหลายบทความเช่น..10 กฎเหล็กในการเป็นศิราณี จากนิตยสารลิซ่า
มี บางเว็บ ไม่นำมาเปิดเผยในที่นี้จะดีกว่า...ศิราณีไขปัญหารัก มีภาพชายหนุ่มมากหน้าหลายตา เผยรสนิยมทางเพศ นุ่งน้อยห่มนิด หาเพื่อนทางเว็บไป...ซะงั้น
ศิราณี..ในความทรงจำของคนรุ่นเก่า(ก็ได้) คือ ผู้รอบรู้ไขปัญหารักผ่านอักษร
ศิราณี..ปัจจุบัน กลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้ให้คำปรึกษาปัญหาหัวใจโดยใครก็ตาม อาจผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต หรือ คนต่อคน
"อกหักเรอะ...มามะ ชั้นจะเป็นศิราณีให้เธอเอง"

Credit : http://www.oknation.net/blog/korpai